🧘‍♀️“กายผ่อนคลายดังวัวแก่ แต่จิตไม่นิ่งดังม้าพยศ”👹

บางส่วนจากข้อความประทับใจจากบทสุดท้ายของการถวายมันดาลาที่เป็นดังอมฤตธรรม

ไฟไม่ลุกไหม้กลางทะเลฉันใด จิตเดิมแท้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นท่ามกลางความวุ่นวาย [ของชีวิตในเมือง] ฉันนั้น


หากเธอต้องการฝึกตนจนเข้าถึงการตระหนักรู้ ขอจงสลัดสิ่งที่ยึดติดอย่างไม่เสียดายเหมือนกับน้ำลายที่ถุยทิ้งไปและน้ำมูกที่สั่งไปอย่างไม่เสียดาย

ขอจงตัดสินใจที่จะทุ่มเทให้แก่การปฏิบัติธรรมด้วยตัวเธอเอง ถ้าเธอถามผู้อื่น ความรักของผู้อื่นก็จะเป็นดังโซ่ตรวนที่รัดรึงเธอไว้

หากเห็นคุณค่าของกายเนื้ออันประเสริฐ ก็ไม่มีสิ่งใดผูกมัดเราไว้อีกแล้ว


ถ้าเราขัดขวางผู้ปรารถนาการปฏิบัติธรรม เราก็อาจจะทำให้เขาตกลงไปในทะเลแห่งวัฏสังสารอีกนับกัปกัลป์ แต่ถ้าเราสนับสนุนเกื้อกูลเขาด้วยพลังอนุโมทนาจากกันบึ้งของหัวใจ เราก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ (พระวจนะของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ)


ผู้มีอำนาจในสังคมโปรดเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทำบุญ และเพิ่มมาตรการการลงโทษแก่ผู้ทำบาป (พระวจนะของพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ)


จงไปยังสถานภาวนาที่มีน้ำ ภูเขาและป่า เป็นสถานที่สงบสุขและห่างไกลจากผู้คน นั่นคือ สถานภาวนาที่ประเสริฐ


จงสลัดการกระทำในทางโลกไม่ว่าจะเป็นทางกาย วาจา หรือใจ แล้วดำรงอยู่ด้วยจิตผ่อนคลาย จิตไม่ตามความคิด ไม่วางแผนสิ่งต่างๆ จิตที่ผ่อนคลายนั้นคือวัดที่ดีที่สุด


ณ สถานภาวนาอันประเสริฐ ให้กายวาจาใจ ไม่ยึดติดกับความวุ่นวายในทางโลก แล้วยอมรับความยากลำบากทั้งหลาย แต่หากไม่ปฏิบัติภาวนา การอยู่ในสถานธรรมก็ไร้ความหมาย


ถ้าไม่อยู่กับริกปะ แต่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งไป แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือเป็นโยคี จิตของผู้นั้นก็ยังเป็นปุถุชนที่นั่งอยู่บนอาสนะแต่ปล่อยให้ยาพิษจิตใจเพิ่มพูน เวลาผ่านไปหลายปี จิตก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากเผลอตามสิ่งเร้า อยู่กับความเพลิดเพลินทางโลก หากเป็นเช่นนั้น

แม้กายอยู่ในสถานสัปปายะ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ดังคำกล่าวว่า “กายผ่อนคลายดังวัวแก่ แต่จิตไม่นิ่งดังม้าพยศ”

ขอเธอจงอย่าเย่อหยิ่ง คิดว่าตนเองเป็นนักทำสมาธิยิ่งใหญ่แห่งอาศรมสัปปายะ แม้นักทำสมาธิเช่นนี้อาจไม่ได้เกิดใหม่ในอบายภูมิ แต่ก็อาจจะไปเกิดเป็นภูติหรือดวงวิญญาณร้ายที่เบียดเบียนผู้อื่น (คำกล่าวของพระคุรุเทรนปา นัมคา)


ครั้งหนึ่งศิษย์ของพระคุรุเทรนปา นัมคา ถามพระอาจารย์ว่า “ทำอย่างไร เราจึงจะบรรลุสภาวะที่สูง [ของการปฏิบัติธรรม] พระอาจารย์ตอบว่า “จงอยู่อย่างต่ำและอ่อนน้อม” อย่าใช้เวลาไปกับการหาข้อเสียของผู้อื่น เมื่อเห็นข้อเสียของผู้อื่นให้ถามตัวเองว่าตัวเองมีข้อเสียนั้นไหม หากมีให้แก้ไข ถ้าจะวิ่งตามดูข้อเสียของผู้อื่น เราจะตามดูได้ไม่จบสิ้น เมื่อไม่เห็นข้อเสีย ปัญญาแห่งความเท่าเทียม (หนึ่งในปัญญาห้า) จะเกิดขึ้น เมื่อนั้น อัตตาจะไม่มีที่อยู่ และจะไม่มีคำว่า พรรค ฝ่าย หรือนิกาย อีกต่อไป


เมื่อกายป่วย จงเบิกบาน เมื่อความตายมาถึง จงเบิกบาน

ไม่มีผู้ปฏิบัติธรรมคนใดที่หิวตาย ถ้าปฏิบัติดีแม้ผู้คนในสังคมมองไม่เห็น เหล่าพระธรรมบาลจะเห็นและเป็นผู้ดูแลเรา